หนุ่มมอบใบปริญญา เป็นของขวัญให้พ่อแม่ เตรียมบวชทดแทนคุณ

สู้ชีวิต

เป็นเรื่องราวสุดประทับใจและน่าชื่นชมเป็นอย่าง โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Pao Theeraphong Sangseang” ได้มีการโพสต์ภาพเป็นภาพหลังจากที่ได้เรียนจบปริญญา และถ่ายรูปกับพ่อแม่ โดยผู้โพสต์ได้ระบุว่า… “ปริญญาคนจน ทำได้แล้วนะครับพ่อแม่ เหลืออีกหนึ่งหน้าที่คือบวช” หลังจากที่เจ้าตัวได้โพสต์ออกไป ก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นชื่นชม ในความอดทนตั้งใจของหนุ่มคนนี้ ที่ถึงแม้ว่าฐานะทางครอบครัวจะยากจน แต่ก็สามารถเรียนจนจบได้ ภาพจาก Pao Theeraphong Sangseang ภาพจาก Pao Theeraphong Sangseang โพสต์ ขอบคุณ Pao Theeraphong Sangseang

Read More

เด็กสาวสู้ชีวิต ทอดหมี่กรอบขาย หาทุนการศึกษา

เด็กสู้ชีวิต

นับว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าชื่นชื่มเป็นอย่างมาก เมื่อมีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ซ้อโม หนมจีนซิ่ง ได้โพสต์แชร์เรื่องราวของเด็กสาวคนหนึ่ง ที่พ่อแม่แยกทางกันปัจจุบันต้องอาศัยอยู่กับน้า และขายขนมหมี่กรอบหารายได้เพื่อเอาไว้เป็นทุนการศึกษา โดยผู้โพสต์ระบุข้อความว่า… “น้องเดย์ ดญ.สุภาวิณี คำแสน แม่ค้าขายข้าวเกรียบทอด และหมี่กรอบที่ตลาดหนองดอก น้องเดย์อายุ15 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นม.3ที่รร.เมธีวุฒิกร น้องเปนคนขยัน เรียนดี เกรดเทอมล่าสุด 3.62 น้องอาศัยอยู่กับน้าค่ะ เช่าบ้านอยู่กันเดือนละ 2000 บาท น้ามีอาชีพรับจ้างทั่วไป พ่อแม่น้องแยกทางกันตั้งแต่น้องยังเล็ก พ่อไปมีครอบครัวใหม่ ทิ้งให้น้องกับพี่ชายอีก2 คนอยู่กะแม่จนถึงตอนนี้น้องไม่เคยได้รับข่าวของพ่อเลย แม่เลี้ยงน้องและพี่ชายอีก2 คนมาเพียงลำพัง ล่าสุดแม่น้องพึ่งเสียไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว น้องมีแค่วิชาทำหมี่กรอบและทอดข้าวเกรียบที่เป็นอาชีพเดิมของแม่ ที่แม่ให้ไว้เป็นวิชาติดตัวน้องมาค่ะ จึงทำขายเป็นอาชีพเพื่อส่งเสียตัวเองเรียนค่ะ โมรู้จักกับแม่น้องมานานพอสมควรคิดหาวิธีช่วยเหลือน้องหลายครั้งแต่ก่ทำไม่ได้ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี ก็ทำได้แค่แวะไปอุดหนุนข้าวเกรียบทอดของน้องเดย์ทุกครั้งที่ไปตลาดค่ะ อยากจะฝากพี่น้องชาวลำพูนทุกๆท่านที่มาจับจ่ายตลาดช่วงกลางคืนช่วยแวะอุดหนุนน้องเดย์กันเยอะๆนะค่ะ เพื่อที่น้องเดย์จะได้มีทุนในการดำรงชีวิตและไว้เปนทุนศึกษาในระดับต่อไปค่ะ ร้านของน้องเดย์อยู่ตรงข้ามร้านขายขนมไทยนะค่ะ หาร้านไม่เจอถามแม่ค้าที่ตลาดได้ค่ะ แม่น้องขายมาหลายปี แม่ค้าที่ตลาดเขารู้จักกันดีค่ะ น้าโมขอชื่นชมน้องเดย์ค่ะ ที่น้องเป็นคนเข้มแข็ง และขยันมากๆค่ะ ขอให้หนูพบเจอแต่สิ่งดีๆนะลูก” ร้านข้าวเกรียบน้องเดย์เด็กสาวสู้ชีวิต ขอบคุณ ซ้อโม หนมจีนซิ่ง , Ake Srisuwan

Read More

คุณตา 78 สู้ชีวิตทำงานทุกวัน ขายโจ๊กหาเลี้ยงตัวเองประทังชีวิต เผยเบื้องหลังสุดเศร้า

ตาสู้ชีวิต

เป็นเรื่องราวที่ได้รับความสนใจอย่างมากบนโลกโซเชียล เมื่อเฟซบุ๊ก Max Udomsak หนุ่มรายนี้ ได้เล่าเรื่องราว ในวันที่ออกไปซื้อโจ๊ก แถวซอยหมอเหล๊ง ดินแดง และได้โพสต์รูปภาพ พร้อมข้อความระบุว่า…. โพสต์ดังกล่าว “โจ๊กหมูใส่ไข่ 25บาท ไม่ใส่ 20 บาทอร่อยครับ ราคานี้ถือว่าอร่อยครับไม่แพงแถมให้เยอะ ยังไงช่วยมาอุดหนุนลุงหน่อยนะครับ เพื่อนมนุษย์ด้วยกันลุงอายุ 78 ปี ลุงเป็นคนน่าสงสารมากครับ ตามองไม่ค่อยเห็น สุขภาพก็ไม่ดีแต่ลุงสู้ครับ วันไหนฝนตกลุงแกก็จะเอาถุงพาสติกคุมแล้วลุงก็จะไปหลบฝนหน้าเซเว่น ที่อยู่แกก็ไม่มีอาศัยบ้านที่ไฟไหม้แล้วเจ้าของยังไม่ซ่อมแซมอาศัยหลบฝนไว้หลับนอน อาศัยน้ำบ้านข้างๆไว้อาบไว้กิน แล้วเจ้าของบ้านก็จะไล่แกแล้วเนื่องจากเจ้าของบ้านจะเอาที่คืน แล้วลุงจะไปอยู่ไหนตังแกก็ไม่ค่อยจะมี วันๆขายหมดได้กำไล 2-3ร้อยบาทต่อวัน วันนึงเขาจะขายได้สักกี่ถ้วยกันเชียว มีวันนึงผมไปซื้อลุงบอก ยืนขาย 3-4 ชม.ได้แค่ถ้วยเดียว เมื่อวานผมไปอุดหนุนแก แกเล่าให้ฟังว่าแกมีลูก 2 คนแต่ตายไปนานแล้ว เมียแกทำใจไม่ได้ตายตามลูกไปเหลือแกอยู่ คนเดียวบนโลกที่ไม่เหลือใครแต่แกก็สู้ ไม่ยอมแพ้ แกอยากไปอยู่บ้านพักคนชราแต่ก็ไม่มีใครเอาแกไป แกบอกมีคนมาดูแกแล้วแต่ก็ไม่มีใครเช้ามาช่วยเหลือ ยังไงใครผ่านไปผ่านมาแถวซ.หมอเหลง ก็แวะอุดหนุนแกหน่อยนะครับ ช่วยอุดหนุนแกด้วยนะครับ บางวันแกมาตั้งขายตั้งแต่ตี 3 ยันสายๆนะครับ ยังไงแวะอุดหนุนแกหน่อยนะครับ” หลังจากที่ได้เผยแพร่ออกไปก็มีชาวเน็ต เข้ามาแสดงความคิดเห็น ห่วงใยคุณตา พร้อมยินดีไปช่วยอุดหนุน ขอให้คุณตาสุขภาพแข็งแรง บางคนก็บอกด้วยว่า ไปทานประจำทุกวัน คุณตาให้เยอะ อร่อย และรสชาติดี เป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่ทำให้ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคในชีวิต ขอบคุณ : Max Udomsak

Read More

บัตรคนจนก็ไม่ได้ 2 พี่น้องสู้ชีวิต ดูแลยายไม่สบาย แม่ทิ้งไปทำงาน แล้วไม่กลับมาอีกเลย

เด็กสู้ชีวิต

กรณีที่เฟซบุ๊ก ของทีมแพทย์ พยๅบๅลโรงพຍๅบๅลประจำน้ำยืน จ.อุบลราชธานี โดย นพ.พชร ตังค์วัฒนา และทีมเจ้าหน้าที่ห้องฉุпเฉินโรงบาลประจำอำเภอน้ำยืน ได้โพตส์ข้อความว่า… “ร่วมกันช่วยเหลือบริจๅคปัจจัยให้ น้องสองคนที่ดูแลยายที่ป่วຍด้วยโsคไตเรื้อรัง อาศัยอยู่ที่บ้านจันลา ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน น้องสองคนในวัย 7-8 ขวบ อยู่กับยายเพียงลำพัง” ซึ่งเป็นเรื่องราวของคุณยายวัย 61 ปี ป่วຍเป็นม ะเ ร็ง และไตวาຍ อยู่กับหลานสาวและหลานชายอายุ 13 กับ 11 ขวบ โดยหลานทั้ง 2 คน ต้องรับจ้างแบกของวันละ 20 บาท กับเก็บผลไม้ป่าไปขายหาเงินไปเรียนหนังสือ ปัจจุบันต้องอาศัยข้าวจากโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนประทังชีวิต ส่วนคุณหมอต้องเรี่ยไรเงินให้ใช้เป็นค่ารถเดินทางไปรักษาตัว อยากได้สุดคือ ไฟฟ้าที่ถูกตัด เพราะค้างค่าไฟ 60 บาท ห้องน้ำและน้ำประปา ไม่ต้องเสี่ยงปลดทุกข์กลางไร่มันสำปะหลัง วันนี้พายายมา ร.พ. ยายต้องส่งตัวไปรักษาต่อที่ ร.พ.ศูนย์ในตัวจังหวัด สอบถามน้องเด็กผู้หญิงบอกว่า มีเงินเพียง 40 บาท ไม่มีญาติผู้ใหญ่ดูแล อยู่บ้านดูแลยายและน้อง วัยเพียงนี้ทั้งเรียนทั้งทำงานทั้งดูแลยายที่ป่วຍช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ทั้งดูแลน้อง หากการแชร์โพสนี้เป็นประโยชน์ ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะช่วยเหลือน้องๆ และยายได้ คงเป็นบุญอันใหญ่ยิ่งค่ะ #ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก อนุโมทนาบุญกับทุกท่านในครั้งนี้ด้วยค่ะ เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามสิ่งที่อยากได้ในขณะนี้ ทั้งยายหลานบอกต้องการไฟฟ้า น้ำประปา และห้องน้ำ เพราะที่ผ่านมาต้องใช้วิธีวิ่งไปขุดหลุมในป่าข้าวโพด หรือตามริมลำห้วย เพื่อถ่ายทุกข์ ช่วงกลางคืนจึงกลัวถูกสัตว์มีพิษกัด สำหรับน้ำประปานั้น ที่ผ่านมาก็อาศัยรองน้ำใช้จากน้ำฝน หรือไปตักเอาน้ำจากลำห้วยจันลา แต่ระยะหลังน่าจะมีสารเคมีจากการทำเกษตรกรรม เมื่อนำมาอาบหรือดื่มกิน ก็จะมีอาการเป็นผื่นคันเป็นบางครั้ง จึงกลัวได้รับผลกระทบจากน้ำที่นำมาใช้กินและอาบ และอยากมีค่ารถใช้พายายไปหาหมอที่โรงบาลประจำจังหวัด เพื่อรักษาโsคไตวาຍด้วย ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงเบี้ยยังชีพคนชรา และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งนางกอง ยังไม่ได้รับจากหน่วยงานท้องถิ่น ได้รับคำชี้แจงจาก ส.อบต.ประจำหมู่บ้าน จะไปตรวจสอบกับองค์การบริหารส่วนตำบลโดมประดิษฐ์ นางกองได้ไปทำเรื่องขอรับเบี้ยยังชีพและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามสิทธิแล้วหรือยัง เพื่อจะได้รับสิทธินำเงินมาใช้จ่ายได้ต่อไปด้วย…

Read More

จากเด็กเข็นผัก วินรับจ้าง สู่ ‘ผู้พิพากษา’ ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน

นับว่าเป็นเรื่องราวดีๆที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับอีกหลายๆคน ชีวิตคนเราก็เหมือนเส้นทางสายหนึ่งซึ่งแน่นอนว่าเส้นทางสายนั้นอาจจะไม่ได้เรียกอยู่เสมอไป อาจจะเป็นหลุมเป็นบ่อและพบกับอุปสรรคมากมาย ที่จะทำให้อาจจะต้องล้มลุกคลุกคลานไปบ้างแต่ถ้าหากลุกขึ้นมาและลุยกับเส้นทางสายนั้นก็อาจจะทำให้ชีวิตไปสู่ความสำเร็จก็ได้ ดั่งชีวิตของคุณโจหรือ วรวิทย์ เอี่ยมสำอางค์ นั้นเอง สำหรับอัยการวิทย์ บอกเลยว่า…ชีวิตกว่าที่จะประสบความสำเร็จและกลายเป็นอัยการนั้นไม่ได้สวยงามอย่างที่ใครคิดเพราะเขาเป็นนักสู้ชีวิตที่เป็นต้นแบบของความมานะเลยก็ว่าได้ ปัจจุบันนั้น เขาสามารถสอบอัยการผู้ช่วยรุ่นที่ 51 และอยู่ในตำแหน่งอัยการผู้ช่วยสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการคอยช่วยเหลืองานสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้และปฏิบัติงานราชการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายศาลอาญากรุงเทพฯใต้ 5 ถ้าหากย้อนไปในสมัยก่อนนั้น…เรียกว่าครอบครัวของอัยการวิทย์ นั้นก็ไม่ได้ร่ำรวยแต่อย่างใดซึ่งครอบครัวของเขานั้นประกอบอาชีพค้าขายสินค้าทางการเกษตรเช่นพวกผักผลไม้อยู่ในจังหวัดเพชรบุรีโดยตัวเขานั้นเป็นลูกคนที่ 3 และมีพี่น้องร่วมกันทั้ง 4 คน ซึ่งในตอนเด็กนั้น…พ่อแม่ของเขาก็ไม่ค่อยสนับสนุนให้เรียนหนังสือ อยากจะให้ลูกนั้นออกมาทำงานเพราะมีอาชีพค้าขายกันอยู่แล้วและเป็นอาชีพที่อิสระไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างใคร และเกรงว่าถ้าหากคิดจะส่งลูกเรียนสูงก็กลัวส่งลูกไปไม่ถึงฝั่ง เพราะที่บ้านนั้นมีฐานะที่ยๅกจน แล้วพ่อมักจะพูดกับลูกๆอยู่เสมอว่า… “อย่าไปหวังเลยกับอาชีพราชการคนจนจนอย่างเราไม่มีโอกาสไปสอบหรอก “ โดยอัยการวิทย์ นั้นก็ได้เรียนจบในชั้นระดับป 6 ที่โรงเรียนบ้านท่ายางซึ่งเป็นระดับชั้นมาตรฐานการศึกษาภาคบังคับที่เด็กไทยทุกคนนั้นจะต้องเรียนและเมื่อมีความคิดที่อยากจะต่อชั้นในมัธยมศึกษาตอนต้น ทางพ่อก็ไม่ยอมให้ต่อเพราะอยากจะให้ออกมาช่วยที่บ้านค้าขาย แต่ตัวเขาก็ตัดสินใจที่จะไม่ยอมทำตามพ่อ และไปเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาตอนต้นแต่เรียนได้เพียงแค่พักหนึ่งเท่านั้นเพราะทางบ้านประสบปัญหาในเรื่องของทางด้านการเงินจึงทำให้จำเป็นจะต้องลาออกมาช่วยเหลือครอบครัวหารายได้เสริมมาใช้หนี้สิน แต่สุดท้ายเขานั้น ก็กลับมาหาวิธีการเรียนให้กับตัวเองได้หลังจากที่เขาทำงานเข็นผักเพื่อหารายได้นั้นได้เห็นเพื่อนสมัยเรียนแต่ก่อนมอต้นใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานเฮฮาและได้กลับไปเรียนต่อในระดับชั้นกศนเมื่อจบมัธยมต้นจึงขอพ่อเรียนต่อในชั้นม 4 ครั้งและในครั้งนี้พ่อก็ยอมและยอมให้เรียนต่อแต่ต้องมาช่วยเหลือพ่อแม่ตามปกติ แต่เมื่อเรียนถึงชั้นอุดมศึกษาทางพ่อก็ไม่สามารถส่งเรียงได้แต่เขาก็ต้องการที่จะเรียนขอแค่ให้มีโอกาสเรียนก่อนจึงได้มาสมัครเรียนที่คณะนิติศาสตร์ในมหาวิทยๅลัยรามคำแหงและสามารถเรียนจบปริญญาตรีได้ในปี 2551 ซึ่งในระหว่างที่ทำขอเรื่องจบนั้นพ่อก็ยังทำเตา ย่างไก่เพื่อให้ตัวเขานั้นกลับไปขายไก่ย่างแถวจันทบุรีโดยในตอนนั้นเขาก็ไม่ได้ขัดใจพ่อแต่อย่างใดเพราะพ่อยอมให้เรียนต่อปริญญาตรีจนจบนั่นเองจึงได้เริ่มขายไก่ย่างตามคำพ่อ แต่แล้วตัวเขานั้นก็ต้องพบกับช่วงเศรษฐกิจที่เกิดปัญหาจึงทำให้เขานั่งขายของขาดทุนเรื่อยๆจนทำให้เขานั้นได้กลับมาขอพ่อมาเรียนเนติบัณฑิตเพื่อทำความฝันของตัวเอง ซึ่งนั่นก็เป็นช่วงเดียวกับการที่พ่อนั้นป่วยลงเรือพ่อป่วยเป็นเบาหวานลงขาไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้จึงทำให้ต้องคอยดูแลพ่ออย่างใกล้ชิดและต้องหางานที่ไม่ใช่งานประจำทำเพราะต้องคอยกลับมาดูแลพ่อโดยในตอนนั้นก็ตัดสินใจว่าจะขี่วินมอไซค์เพื่อหารายได้อยู่บริเวณย่านมหาวิทยๅลัยรามคำแหงโดยขี่รถตั้งแต่ 05.30-08.00 น. และ 18.00-19.00 น. โดยในตอนนั้นเขาก็ดูแลพ่อไปด้วยขี่วินมอเตอร์ไซค์ไปด้วยอ่านหนังสือเพื่อสอบเนติไปด้วยจนกระทั่งจบเนติบัณฑิตในสมัยที่ 65 และเป็นช่วงที่พ่ออาการทรุดหนักเป็นอย่างมาก สมองไม่สามารถรับรู้อะไรได้ครอบครัวหมดหวังว่าพ่อจะหายรอวันที่จะจากไปเท่านั้น จนกระทั่งเขานั้นได้มีโอกาสสอบเป็นอัยการผู้ช่วยครั้งแรกเมื่อปี 2557 แต่ก็ไม่ผ่านแต่เมื่อวันอายุ 27 มกราคม 2558 พ่อเกษมชีวิตลงตัวเขานั้นตัดสินใจของครอบครัวให้เก็บร่ๅงพ่อไว้ก่อนรอสอบอัยการรอบต่อไปแล้วจะใส่ชุดขาวในวันงานของพ่อให้ได้ แต่ถ้าว่าความฝันนั้นก็ไม่สำเร็จเพราะในช่วง 2558 เขาได้พบกับงานทนายความที่เยอะมากอีกทั้งยังเป็นทั้งเสมียนทนายความเป็นทั้งคนขับรถจะทำเอกสารจนไม่สามารถมีเวลาอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบอัยการได้ จึงให้ทำให้ความหวังที่จะใส่ชุดขาวในวันงานของพ่อนั้นหายไปแล้วบอกกับทางครอบครัวว่าเผาก่อนดีกว่าไม่ต้องรอหรอกแต่หลังจากที่เผาร่ๅงพ่อเสร็จไปแล้วประมาณ 1 เดือนเขาก็สามารถสอบผู้ช่วยอัยการเป็นที่สำเร็จ … โดยในตอนนั้นเขารู้สึกดีใจเป็นอย่างมากแต่ก็เสียใจว่าทำไมตัวเองในไม่มีความเชื่อมั่นซึ่งถ้าหากไม่เผาพ่อก่อนก็คงได้มีโอกาสใส่ชุดขาวไปเผางานของพ่อดั่งที่ตั้งใจเอาไว้ โดยถ้าหากพูดถึง…เรื่องแรงบันดาลใจที่ทำให้เขามาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะทางบ้านที่มีฐานะที่ยากจนและเคยตามพ่อไปขึ้นคดีความคดีแพ่งโดยคดีคดีนั้นพ่อของเขาเป็นโจทก์ฟ้องคดีซึ่งกว่าจะชนะคดีก็ปาไป 3 ศาล ใช้เวลานานหลายปี ซึ่งในช่วงนั้นก็ทำให้เขานั้นต้องขึ้นลงศาลเป็นประจำและทุกครั้งพ่อก็รู้สึกเครียดๆที่ได้พบกับคนแก่ผมหงอกและทุกคนนั้นก็ให้ความเคารพเกรงใจอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ทราบว่าคนๆนั้นเป็นทนายความของพ่อของเขา โดยในตอนนั้น…เขารู้สึกว่าทนายความนั้นดูน่าเกรงขามเป็นอย่างมากขณะที่คิดว่าพ่อนั้นเก่งแล้วยังมีคนที่พ่อให้ความเคารพขนาดนี้อีก ซึ่งในตอนนั้นเขาก็เลือกอยู่ระหว่างการเป็นตำรวจกับเป็นทนายความจึงได้ไปตัดสินใจถามพ่อว่า… ถ้ากลัวใครระหว่างตำรวจกับทนายความ แต่พ่อกลับบอกว่ากลัว อัยการ ซึ่งก็เกิดคำถามว่าอัยการคืออะไรประกอบกับของเขานั้นเป็นอัยการจึงได้เริ่มสังเกตและมาพูดคุยกับอาศัยอยู่เป็นประจำทุกครั้งที่มีโอกาสได้พบหน้ากัน และเริ่มรู้จักพนักงานอัยการมากยิ่งขึ้นจนทำให้เขานั้นมีความฝันที่อยากจะเป็นอัยการและมุ่งมั่นที่จะเรียนต่อสายกฎหมายเพื่อสอบบรรจุเป็นอัยการตั้งแต่นั้นมา

Read More

พ่อเก็บออมเงินพาลูกชายซื้อมือถือ สุดท้ายเงินไม่พอ ลูกไม่พอใจ ต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ

พ่อสู้ชีวิต

นับว่าเป็นเรื่องราวที่ทำให้ชาวเน็ตรับไม่ได้เลยทีเดียว เมื่อมีผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Wanwisa Fang ได้ออกมาโพสต์ภาพพร้อมได้ระบุข้อความว่า… “เกิดเรื่องที่รับไม่ได้ที่สุด มีพ่อกับลูกมาดูโทรศัพท์มือถือที่ร้านมีเงิน 300 เลยบอกว่าไม่มีราคานี้จ้า เลยพากันกลับบ้านกลับไปบ้าน ก็ตีพ่อแล้วรอบหนึ่ง เลยมาอีกรอบลูกก็เถียงอยากได้มาก ก็อธิบายไปแล้วไม่มีผ่อนไม่ได้ พ่อก็จนปัญญาจิงๆไม่มีเงินซื้อให้ลูก เลยบอกลูกว่าไม่มีเงิน ลูกเลยด่าว่าบักควา_เมิงอย่าตามมานะ สักพักลูกเดินมา กระโด ดถีบพ่อ เราเลยบอกกับลูกว่าหยุด อย่าทำพ่อแบบนี้ ลูกก็เดินจะก้อนหินมาตีพ่ออีกรอบ เลยพากันแจ้งตำรวจให้มาตรวจสอบ พอถามประวัติพ่อแกบอกว่าอยู่กับลูกสองคนแม่ตาย มีลูกสามคนแยกย้ายไปทางอื่น #ลูกคนนี้มีโsคประจำตัวเกี่ยวกับส ม อ ง ตีพ่อแบบนี้ประจำโยนค้อนบ้างหลบทันก็ทันไม่ทันก็โดน พังบ้านทำล า ยข้าวของไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ก็รอคอยเวลาให้ผ่านพ้นไปในแต่ละวัน พวกหนูช่วยพ่อได้แค่นี้เงินอาจไม่เยอะที่เอาให้กับข้าวที่หนูซื้อมายังไม่ได้กินพวกหนูเต็มใจช่วยพ่อ ไม่รู้หลังจากกลับบ้านจะเกิดอะไรขึ้นบ้างเป็นอะไรที่บ่อน้ำตาแตก เคราะห์ซ้ำกssมซัด อยากให้มีหน่วยงานเข้าไปดูพาลูกแกไปรักษาจัง ไม่งั้นก็ต้องโด น ตีแบบนี้ไปเรื่อยๆ #ข้อมูลนี้มาจากพ่อนะผิดเพี้ยนประการขออภัย แต่เหตุการณ์ที่โดนตีเห็นกับตา พ่อแกเพิ่นอยู่บ้านโนนม่วงทางหัวนา ทางไหนไม่รู้จักเหมือนกัน สอบถามมาแล้วจ้าชื่อพ่อแหล่ สังศิลษ์มา บ้านเลขที่32 หมู่9 บ.โนนม่วง ต.หัวนา อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู” โพสต์ดังกล่าว สงสารจับใจ นี่ละหนอคนเป็นพ่อ ลูกมีปัญหาทางส ม อ ง ตีพ่อประจำ เข้าใจเลย ขอบคุณที่มาจาก Wanwisa Fang

Read More

เด็กสมัยนี้หายาก นร.หญิงเดินเลี้ยงวัวช่วยครอบครัว โดยที่ไม่แคร์สายตาใครมอง

เด็กเลี้ยงวัว

เป็นเรื่องราวที่น่าชื่นชมและเป็นแบบอย่างที่ดี รู้จักช่วยเหลือ แบ่งเบาภาระพ่อแม่ ซึ่งสมัยนี้ ต้องบอกเลยว่าค่อนข้างหาดูยากจริงๆ โดยเฟสบุ๊ครายหนึ่งใช้ชื่อว่า ตาอั่ม อู่ทอง ได้ถ่ายไว้ กับภาพของเด็กนักเรียนเลี้ยงกำลังเดินเลี้ยงวัว อยู่ในชุดนักเรียน ตาอั่ม อู่ทอง ได้ไปสอบถาม เด็กน้อยรายนี้ได้ความว่า… “เด็กคนอื่นหลังเลิกเรียนเขาทำอะไรกันแต่เด็กคนนี้เขาทำแบบนี้ครับ (ชุดนักเรียนที่หนูใส่และโรงเรียนที่หนูเรียนเขาสอนหนูมาดี) หนูไม่อายที่เกิดมาเป็นลูกชาวไร่ชาวนา หนูไม่อายหากใครจะเรียกหนูว่าเด็กเลี้ยงวัวเพราะหนูก็เลี้ยงวัวจริงๆ หนูเลี้ยงวัวของหนูอยู่อย่างนี้ทุกวัน ข้าวทุกเม็ด วัวทุกตัวของที่บ้านมันคือสิ่งที่เลี้ยงชีวิตครอบครัวหนูมาตลอดแน่นอนรวมถึงส่งหนูเรียนมาจนทุกวันนี้” เรียกได้ว่าได้ฟังคำตอบแล้วก็ทำให้อึ้งเหมือนกัน เพราะเด็กสมัยนี้ส่วนมากจะเที่ยวเตร่กับเพื่อนๆซะมากกว่า และแถมบางคนก็ติดโทรศัพท์ ไม่สนใจทำอย่างอื่นเลย โรงเรียนที่หนูเรียนอยู่ เขาสอนหนูมาดีจริง สมกับชุดนักเรียนที่หนูสวมใส่อยู่เลย คือ รู้จักกตัญญูและเป็นลูกที่ดีเป็นเด็กที่ดีแค่นี้จะอายคนอื่นทำไม ตาอั่มอู่ทองขอสอนทำดีอย่าอายฟ้าคนมีตาเดี๋ยวเขาก็เห็น(ภาพแบบนี้ตาอั่มไม่ค่อยได้เห็นนานแล้วเด็กสมัยนี้หลายๆ คนอายที่จะทำแบบน้องคนนี้ ชาวเน็ตต่างก็เข้ามาแสดงความคิดเห็นและชื่นชมหนูน้อยรายนี้ ขอบคุณ ตาอั่ม อู่ทอง

Read More

‘ขนมยายอาจไม่อร่อยเท่าไหร่นะลูก’ ยายขายขนมไทยกับลูกชายตามองไม่เห็น ช่วยอุดหนุนยายหน่อย

ยายสู้ชีวิต

เป็นเรื่องราวที่ได้รับความสนใจ จากชาวโซเชียลและแชร์ออกไปเป็นจำนวนมาก เมื่อเฟสบุ๊ค Tommy Tommy ได้เผยแพร่เรื่องราวของคุณยาย กับลูกชายที่ตามองไม่เห็น โดยมีเนื้อหาว่า… “ขนมยายอาจไม่อร่อยเท่าไหร่นะลูก ลิ้นยายไม่เหมือนลิ้นคนสมัยใหม่” เอ็นดูแม่เฒ่าขายขนมข้างทางจะลูกชายตามองไม่เห็นที่สติไม่ดีใครผ่านมาแถวๆซอยวังหินก่อนถึงสะพานทางรถไฟ แวะอุดหนุนแกหน่อยนะครับ รถเข็ญยายก็มีคนบริจาคให้ ป้ายชื่อขนมก็มีคนทำให้ ข้าวเช้าก็มีคนเอามาให้ยายกิน แต่ก่อนมีตระกร้าใบเดียวเอาขนมมาขายสุ่มเสี่ยงรถชน มีคนมาเห็นเลยสงสารยายเลยบริจาคให้ ขอบคุณ เฟสบุ๊ค Tommy Tommy

Read More

วอนสังคมช่วยเหลือ ‘น้องดรีม’ เด็กยอดกตัญญู ต้องดูแลแม่ที่พิกๅsเพียงลำพัง

ชีวิตรันทด

เป็นที่ได้รับความสนใจจากชาวเน็ตและมีการแชร์ไปเป็นจำนวนมาก สำหรับเรื่องราวของเด็กชายชนาธิป บุตรคอนบุรี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนครหลวง อุดมรัชต์วิทยา โดยน้องชนาธิป อาศัยอยู่กับแม่ 2 คน คือนางสุกัญญา กล้าหาญ ที่ป่วຍเป็นเนื้อเยื่อสมองตาຍทำให้แขน ขาไม่มีแรง ไม่สามารถเดินทางและประกอบอาชีพได้ ส่วนรายได้ปัจจุบัน ได้จากลูกคนโตที่แยกครอบครัวไปแล้ว ช่วยจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ และให้เงินเดือนละ 2,000 บาท คุณแม่และน้องชนาธิป ประหยัดอดออม ข้าวสารที่ซื้อกินจะเป็นปลายเมล็ดข้าว หากเดือนไหนขาดเหลือจริงๆ มีผู้ใจบุญที่ขับ TAXI ในกทม.จะช่วยเหลือตามกำลังบ้างตามกำลัง ก่อนหน้านี้ ตอนเรียนอยู่ชั้น ป.5 – 6 น้องชนาธิป เคยออกไปช่วยแม่หารายได้โดยรับจ้างช่วยงานก่อสร้าง และออกบิณฑบาตรกับหลวงพ่อ ณ สถานปฏิบัติธรรม ต.หนองปลิง อ.นครหลวง จ. พระนครศรีอยุธยา แล้วเกิดอๅกๅรวูบ เป็นลม เนื่องจากน้องเนื่องจากน้องชนาธิปมีประวัติการรักษาด้านจิตเวช ซึ่งปัจจุบันคุณแม่ไม่สามารถพานักเรียนไปบำบัดต่อได้ และสำหรับผู้ใจบุญอยากช่วยเหลือ ติดต่อได้ที่เบอร์ตามที่ระบุไว้นี้ เบอร์ติดต่อ 081-037-9829 มารดา เบอร์ติดต่อ 095-249-5100 ครูชลดา ชีระศิลป์ ครูประจำชั้น ม.1/2 เบอร์ติดต่อ 094-497-5548 ครูจารุณี ธรรมสาลี ครูประจำชั้น ม.1/2 ที่นอน ห้องน้ำ ขอบคุณ : tnews

Read More

น้องเกด เด็กสาว วัย 19 อยู่ลำพังในบ้านเก่าผุพัง กำพร้าพ่อแม่ สู้ชีวิตหาเงินส่งตัวเองเรียน

สู้ชีวิต

เรื่องราวของนักศึกษากำพร้าพ่อแม่ หาเงินส่งตัวเองเรียน โดยหวังอยากมีงานทำ มีชีวิตที่ดีขึ้น สู้ชีวิตหาเงินส่งตัวเองเรียน เป็นมุมเล็กๆในสังคมไทย ที่เปิดให้เห็นถึงชีวิต ที่ห่างไกล คำว่าความเพียบพร้อม ทั้งเครื่องอำนวยความสะดวก ที่คนในสังคมปัจจุบัน แทบจะขาดไม่ได้ แม้บ้านที่เหลืออยู่ ก็ทรุดโทรม มีไว้ เพียงเพื่อกั้นแดดลมเท่านั้น เรื่องราวของเด็กสาววัย 19 ปี กำพร้า พ่อ แม่ และย่า ซึ่งเสียชีวิตหมดแล้ว อาศัย อยู่ในบ้านเก่าที่ทรุดโทรมเพียงลำพัง ต.ท่าข้าม อ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี ทำงาน หาเงิน ช่วงปิดเทอมเลี้ยงตัวเอง และกู้เงินเพื่อจ่ายค่าเล่าเรียน “น.ส.สุจิตรา พานิชสวัสดิ์” หรือ “เกด” อายุ 19 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้น ปวส.ปีที่ 2 บัญชี วิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี ชาวบ้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น้องเป็นเด็กดีมีน้ำใจ เรียนเก่ง โดยเกดอาศัยอยู่ในบ้าน 2 ชั้น ตัวบ้านมีลักษณะทรุดโทรมผุพังมาก ด้านในบ้านมีข้าวของเก่าที่สุมอยู่ไม่เป็นระเบียบ รกเหมือนบ้านร้าง ด้านหลังเป็นห้องที่ทำเป็นห้องนอนมีเตียงนอนไม้เก่าๆ ที่นอนเก่าๆ อยู่ติดกับห้องน้ำ ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นใด นอกจากดวงไฟเพียงดวงเดียวที่ติดอยู่ในห้องนอน สอบถาม น.ส.สุจิตรา เล่าว่า อยู่บ้านหลังนี้มาตั้งแต่เกิด มีพี่สาว 1 คน ชื่อ น.ส.สุกัญญา พานิชย์สวัสดิ์ อายุ 30 ปี ซึ่งพี่สาวได้ออกจากบ้าน ไปรับจ้างทำงานตั้งแต่พี่สาวอายุ 15 และมีครอบครัวไปแล้ว ส่วนแม่ เ สี ย ชี วิ ตไปเมื่อตอนตนกำลังเรียนอยู่ อนุบาล 3 ส่วนพ่อ มา เ สี ย…

Read More