เด็กชาย 13 เสาหลักครอบครัว หาเงินเลี้ยงน้องพิการ ล่าสุด ถูกสั่งห้ามขายนมเปรี้ยว

0
น้องอาร์ม

จากที่หนุ่มน้อยวัย 13 ปีที่มีน้องชายเป็นผู้พิการ จนต้องขอลาออกจากโรงเรียน ขณะกำลังเรียนอยู่ชั้นป.6 เพื่อออกมาทำงานรับจ้างเป็นพนง.ขายนมเปรี้ยวหาเงินช่วยเลี้ยงดูน้องที่พิการ จนชาวเน็ตหลายต่างสงสารและพร้อมที่จะช่วยกันบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือน้อง แต่ก็ยังมีกระแสดราม่าบางส่วนเชื่อมโยงเรื่องการเมืองและสวัสดิการการศึกษาของไทย จนเกิดการถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานานั้น

ล่าสุด ทีมข่าวได้เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 26 หมู่ 7 ต บางม่วง อ เมือง จ นครสวรรค์ ซึ่งเป็นบ้านของ ด.ช.อนุวัฒน์ (น้องอาร์ม) เงินมาบุญช่วย อายุ 14 ปี หนุ่มน้อยผู้ขายนมเปรี้ยวยี่ห้อดังที่ปรากฏเป็นข่าวแต่ไม่พบเจ้าตัว เนื่องจาก น้องอาร์มได้ออกไปตระเวนขายนมเปรี้ยวกับน.ส.สายฝน จันทร์เพ็ญ อายุ 31 ปี สาวขายนมเปรี้ยวตั้งแต่เช้าแล้ว

พบเพียง น.ส.แอด ผ่าสุขขี วัย 59 ปี ผู้เป็นยายกำลังดูแล ด.ญ.เปรี้ยว น้องสาวของน้องอาร์มอายุเพียง 10 ปี ซึ่งเป็นผู้พิการขาลีบ เดินและพูดไม่ได้อยู่ภายในบ้านเพียง 2 คนเท่านั้น

น.ส.แอด เล่าว่า พ่อแม่ของน้องอาร์มได้เลิกราและแยกทางกันไปนานหลายปีแล้ว ไม่รู้ว่าขณะนี้พ่อของน้องอาร์มไปอยู่ที่ไหน ส่วนแม่ของน้องอาร์มไปทำงานอยู่ในกทม. นานๆ จะกลับเยี่ยมลูกสักครั้งหนึ่ง ขณะที่ตัวของน้องอาร์มเป็นคนเงียบขรึมพูดน้อยและเพิ่งเรียนจบชั้นป.6 แต่ไม่เรียนต่ออยู่ที่บ้านช่วยเลี้ยงน้องสาว แต่ก็ออกไปเที่ยวเล่นบ้างตามประสาเด็กๆ

กระทั่ง วันหนึ่งไปพบกับ น.ส.สายฝน เพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงที่รู้จักกันและทำงานเป็นสาวขายนมเปรี้ยว มาชักชวนให้ไปขายนมเปรี้ยวด้วยกัน น้องอาร์มจึงตัดสินใจไปทำงานด้วยเพราะเห็นยายไม่มีรายได้อะไร จึงขอไปทำงานหาเงินช่วยเหลือยายและน้องดีกว่าอยู่ว่างไปวันๆ

ฉันก็ไม่ค่อยรู้เรื่องรายได้ของหลานมากนักนะ แต่ในแต่ละวันเขาก็จะเอาเงินมาให้เก็บไว้วันละ 200 ถึง 300 บาท เพื่อนำมาไว้ให้ใช้จ่ายภายในบ้าน ทั้งค่าเลี้ยงดูหลานอีกคน ค่าอาหารและค่าอื่นๆ อีกจิปาถะ ซึ่งทุกวันนี้ที่ฉันมีเงินไว้ใช้จ่ายก็มาจากหลานอาร์มเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนแม่ของเขาไม่เคยส่งเสียเงินมาให้เลย

น.ส.แอด บอกสิ่งที่ต้องการว่า อยากได้ความช่วยเหลือในเรื่องแพมเพิร์สให้น้องของอาร์มมากที่สุด เพราะต้องใช้วันละหลายแผ่น ซึ่งเงินส่วนใหญ่ที่ได้จากน้องอาร์มก็จะหมดไปกับค่าแพมเพิร์สเป็นส่วนใหญ่

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ติดต่อไปทาง น.ส.สายฝน สาวขายนมเปรี้ยที่จ้างน้องอาร์มให้ไปช่วยขาย เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับน้องอาร์ม ได้รับการเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เห็นน้องอาร์มเดินเตร็ดเตร่ไปมาอยู่แถวบ้านและทราบว่า น้องไม่เรียนต่อ จึงได้ตัดสินใจชวนน้องอาร์มให้มาขายนมเปรี้ยวด้วยกัน ฉันก็เพิ่งตกงานมาเพราะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จึงได้ตัดสินใจไปสมัครงานเป็นคนขายนมเปรี้ยว และเขาก็เพิ่งรับให้ทำงานเป็นคนขายเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ส่วนน้องอาร์มก็เพิ่งมาช่วยฉันขายได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น แต่ปรากฏว่า ตั้งแต่มีน้องอาร์มมาช่วยยอดขายของฉันดีขึ้นอย่างมาก ต้องยอมรับว่า น้องอาร์มผิดจากที่เห็นในตอนแรก ดูคล้ายเป็นคนดื้อเงียบ แต่พอมาอยู่ช่วยขายของกับฉัน น้องอาร์มกลับกลายเป็นคนขยันจะมาช่วยขายของทุกวัน”

น.ส.สายฝน ยังบอกอีกว่า ทุกวันมีหน้าที่รับผิดชอบขายนมเปรี้ยวอยู่ในเขตพื้นที่ อ.ท่าตะโก ซึ่งจะต้องพาน้องอาร์มเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์พ่วงตู้แช่เย็นเดินทางไปกลับรวม 100 กิโลเมตรทุกวัน ตลอดระยะทางก็จะแวะขายตามบ้านเรือนไปตลอดด้วย

ส่วนค่าจ้างที่ให้น้องอาร์มนั้นจะมีการแพกขายนมเปรี้ยวเป็นถุงๆ ถุงละ 16 ขวด ราคา 100 บาท ให้น้องอาร์มไปเดินขายตามสำนักงานส่วนราชการต่างๆและตามตลาดในเขตพื้นที่ อ.ท่าตะโก เมื่อขายได้ตนจะหักกำไรจากการขายให้น้องอาร์มถุงละ 20 บาท อีกทั้งยังมีค่าจ้างรายวันที่ให้น้องอาร์มอีกวันละ 200 บาท

บอกเลยว่า เวลาน้องอาร์มไปเดินขายของน้องอาร์มจะขายดีมาก มีรายได้จากการขายตกวันละ 400 ถึง 500 บาทเลยทีเดียว น.ส.สายฝนกล่าว

เมื่อถามถึงอนาคตของน้องอาร์ม น.ส.สายฝน บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เคยพูดคุยและถามน้องอาร์มหลายครั้งแล้วเรื่องเรียนต่อ ตนถึงขนาดจะช่วยส่งให้น้องอาร์มเรียนต่อในระดับมัธยมโรงเรียน กศน.ด้วยซ้ำ แต่น้องอาร์มกลับปฏิเสธไม่อยากจะเรียนต่อ จึงไม่รู้ว่าต่อไปอนาคตของน้องจะเป็นอย่างไร แต่ปัจจุบันนี้น้องอาร์มมาช่วยตนขายของ ตนก็จะดูแลน้องให้ดีที่สุด

ต่อมา มีรายงานว่า นางประภาวดี สิงหวิชัย นายกเหล่ากาชาด จ.นครสวรรค์ ได้รับการประสานจาก นายกฤษฎา บุญราช ผอ.สำนักงานบริหารกิจการเหล่ากาชาด สภากาชาดไทย ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด จึงร่วมกับตัวแทนพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ บ้านเด็กและเยาวชน สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรม และตัวแทนดัชมิลล์ นำเงินและเครื่องอุปโภคในเบื้องต้นไปเยี่ยมเยียนที่บ้านของน้องอาร์ม

แต่เมื่อทราบว่า น้องอาร์มได้ไปขายของกับ น.ส.สายฝนแต่เช้า จึงได้โทรศัพท์ติดต่อกับนางสาวสายฝนให้พาน้องอาร์มมาพบกัน ณ ที่ว่าการ อบต.บางม่วง โดยทันทีที่น้องอาร์มและ น.ส.สายฝนมาถึง ได้เชิญตัวขึ้นไปที่ห้องบนชั้น 2 ของ อบต.ทันที โดยไม่ให้นักข่าวเข้าร่วมสังเกตการณ์แต่อย่างใด ก่อนจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงจึงลงมาเปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่าในการพูดคุยหารือกับหลายหน่วยงาน

ก่อนจะได้ข้อสรุปว่า จะให้น้องอาร์มได้เรียนหนังสือต่อในระดับมัธยมในโรงเรียน กศน.นครสวรรค์ โดยให้น้องอาร์มกลับไปเตรียมเอกสารเพื่อเรียนต่อแล้ว และสั่งห้ามไม่ให้ออกไปทำงานขายของอีก ส่วนน้องสาวของน้องอาร์มที่พิการ ทางสภากาชาดไทยจะมีการให้ความช่วยเหลือเรื่องการรักษา โดยจะมีการทำเรื่องเพื่อส่งน้องสาวของน้องอาร์มไปรักษายังกทม.ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่น้องอาร์มถูกสั่งไม่ให้กลับไปขายของอีกแล้ว ปรากฏว่าน้องอาร์มรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ และยังอยากจะกลับไปขายของตามเดิมอยู่เพราะอยากมีรายได้เลี้ยงยายและน้อง ซึ่งในขณะเดียวกัน ด้านเพื่อนบ้านที่ทราบข่าวเรื่องน้องอาร์มก็ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ รู้สึกไม่เห็นด้วย และให้ข้อมูลว่า

ในช่วงที่น้องอาร์มหยุดเรียนก็ได้ไปทำงานรับจ้างบรรจุหน่อไม้ดองใส่ปี๊บได้เงินค่าจ้างแค่วันละ 50 บาท ทำให้มีเงินไม่พอ ก็ต้องไปเดินตระเวนขอเศษเงินจากชาวบ้านที่ผ่านไปมาอย่างน่าเวทนา และเมื่อมาทราบว่าน้องอาร์มต้องไปเรียนไม่สามารถกลับไปทำงานได้อีก ซึ่งก็เป็นเรื่องดี แต่ก็รู้สึกเป็นห่วงครอบครัวนี้จะมีรายได้จากตรงไหน เพราะยายของน้องอาร์มก็อายุมากแล้ว ไม่สามารถทำงานหนักได้

แถมยังต้องมีหน้าที่เลี้ยงดูหลานที่พิการอีก จึงอยากให้หน่วยงานส่วนราชการดูแลสวัสดิการความเป็นอยู่ครอบครัวน้องอาร์มให้มีความเป็นอยู่ที่ดีมากขึ้นกว่านี้ หากเปรียบเทียบกับเงิน 3,000 บาทที่มาช่วยเหลือในเบื้องต้น น้องอาร์มยังสามารถทำงานหาเงินมาเลี้ยงยายและน้องได้มากกว่านี้อีก